หัวนมสั้นหรือบอด
น้ำนมแม่มีน้อยหรือไม่พอ
 
 
หัวนมยาว
ลูกกลืนน้ำนมไม่ทัน
   
หัวนมเจ็บ/แตก
ทารกตัวเหลือง
     
เต้านมตึงคัดมาก
   
เต้านมอักเสบหรือเป็นฝี
   
ลูกไม่ยอมดูดหัวนมแม
     

หัวนมสั้นหรือบอด

                                            เมื่อคุณแม่มาฝากครรภ์ และพูดคุยเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ให้ตรวจดูหัวนมแม่อย่างละเอียด รวมทั้งดูความยืดหยุ่นของหัวนมและควรให้ความมั่นใจแก่แม่ในรายที่มีความวิตกกังวล
หัวนมบอด(Inverted Nipples)
        หัวนมบอดเป็นลักษณะอาการของหัวนมที่แบน หรือ ยุบเข้าไปข้างใน แทนที่จะยื่นออกมาเหมือนหัวนมปกติ (ดูตัวอย่างจากรูปด้านล่าง)

                                                     

     หัวนมบอดนั้นส่วนใหญ่จะเป็นกันมาแต่กำเนิด -ที่ผู้หญิงเกิดมาพร้อมกับลักษณะหัวนมแบบนั้น อย่างไรก็ตามผู้หญิง บางคนมามีหัวนมบอดในภายหลัง โดยอาจเกิดจากหลายสาเหตุ เช่น จากการให้นมบุตรที่ไม่ถูกต้อง การมีแผลเป็นที่สร้างเนื้อเยื่อ รั้งท่อน้ำนมทำให้ดึงหัวนมเข้าข้างใน อาการหัวนมบอดนั้น โดยปกติมีสาเหตุหลัก 3 ประการ คือ การมีพื้นที่ฐานหัวนมน้อยเกินไป ท่อน้ำนมสั้นกว่าปกติรั้งหรือหดตัวเข้าไป รวมทั้งการมีผังพืดรอบๆ ทำให้เกิดการดึงรั้งในหัวนม

หัวนมบอดมี 3 ลักษณะ หรือ 3 ระดับ ตามระดับของความรุนแรงในการยุบเข้าไปของหัวนม หัวนมของผู้หญิงบางคน อาจจะบอดในบางเวลา และโผล่ออกมาหรือ ยืดออกในบางครั้ง หากมีการตอบสนองต่อการกระตุ้น เช่น การสัมผัส การดูด หรือ ความเย็น แต่บางคนก็บอดสนิทและไม่เคยโผล่ออกมาให้เห็นเลย ผู้หญิงหัวนมบอดบางคนสามารถให้นมบุตรได้บ้าง โดยใช้เครื่องมือช่วยเช่น เครื่องปั๊มน้ำนม หรือ Nipple shield แต่บางคนไม่สามารถให้นมบุตรได้เลย

ระดับของหัวนมบอด
หัวนมบอดระดับ 1 ระดับขั้นต้น (Inverted Nipples Grade 1) หัวนมเรียบหรือยุบตัวเข้าไปบางส่วน แต่สามารถ ใช้มือดึงออกมาได้ บางครั้งหัวนมจะยื่นออกมาถ้าได้เอง หากได้รับการกระตุ้นโดยการสัมผัส หรือการดูด รวมทั้งอากาศที่เย็นๆ ท่อน้ำนมไม่มีการรั้งตัว มีความสามารถให้นมบุตรได้

หัวนมบอดระดับ 2 ระดับปานกลาง (Inverted Nipples Grade 2) หัวนมยุบตัวเข้าไป แต่ค่อนข้างยากลำบาก ในการดึงออกมา หรือถ้าดึงออกมาก็จะคงตัวอยู่ได้เพียงชั่วขณะหนึ่ง แล้วหัวนมก็จะยุบตัว กลับเข้าไปอีกในทันที บางรายจะสามารถให้นมบุตรได้ แต่บางรายที่ท่อน้ำนมรัดตัวก็อาจจะไม่สามารถให้นมบุตรได้

หัวนมบอดระดับ 3 ระดับรุนแรง(Inverted Nipples Grade 3) หัวนมยุบตัวเข้าไปทั้งหมดและ ไม่สามารถดึง ออกมาได้ ท่อน้ำนมรั้งตัวและคดอยู่ข้างใน ทำให้อาจจะไม่สามารถให้นมบุตรได้ เลย ผู้หญิงที่มี หัวนมบอดระดับรุนแรงนี้ อาจจะประสบปัญหาการติดเชื้อข้างในรูหัวนม มีอาการคัน หากทำความสะอาดรูหัวนม ไม่ดีพอเพียง (มีลักษณะคล้ายๆ กับหลุมสะดือที่ลึกเข้าไป)

          

           การตรวจหัวนม
โดยใช้วิธีของวอลเลอร์ (WALLER) โดยวางมือลงบนเต้านม ใช้นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้วางทาบกับผิวหนังตรงรอยต่อระหว่างฐานของหัวนมและลานนม กดนิ้วมือทั้งสองลงไปตรงๆเล็กน้อยแล้วบีบเข้าหากันจับหัวนมขึ้นมาเบาๆถ้าหัวนมที่ยาวปกติจะสามารถจับหัวนมได้ แสดงว่าทารกสามารถดูดนมได้ถ้าหัวนมมีขนาดสั้นหรือแบน หัวนมจะผลุบลงไประหว่างนิ้วมือ การตรวจจะตรวจครั้งแรกที่มาฝากครรภ์
               การตรวจความยืดหยุ่นของหัวนม
นั้นหมายถึงว่า หัวนมที่สามารถดึงออกมาได้ ถ้าหัวนมที่ดึงออกได้ง่าย แสดงว่ามีการยืดหยุ่นดี ถ้าหัวนมที่ดึงออกได้เพียงเล็กน้อยแสดงว่ามีการยืดหยุ่นไม่ดี สำหรับหัวนมที่ดึงไม่ออกและอยู่ลึกในเต้านมเรียกว่า “หัวนมบอด” ควรสร้างความมั่นใจแก่แม่ว่าสามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ ถ้าแม่คัดนมควรให้บีบน้ำนมออกจนกระทั่งเต้านมแม่นิ่มลงจะทำให้ลูกอมเต้านมแม่ได้ง่ายขึ้น ในกรณ๊ที่แม่ให้ลูกดูดนมในครั้งแรกแล้วไม่ประสบผลสำเร็จจงให้ความมั่นใจแก่แม่ว่า ลูกสามารถที่จะปรับตัวดูดนมได้ในไม่ช้าและแม่จะสามารถให้ลูกดูดนมได้ตามที่ต้องการ
              การทำ Pinch test   
     

1.ลักษณะหัวนมที่ปกติ  2.ลักษณะหัวนมสั้น
(Flat)  
  3.การทำPinch test
ใช้หัวแม่มือ และนิ้วชี้ บีบเบาๆที่บริเวณลานหัวนม ห่างจากหัวนมประมาณ1นิ้ว ปกติจะทำให้หัวนมยื่นออกมา

4.ถ้าหัวนมบอด หัวนมจะบุ๋มลงไปเมื่อทำPinch test


การแก้ไขปัญหา                                            
                          
            ต้องให้ความมั่นใจต่อแม่ที่มีหัวนมสั้นหรือหัวนมบอดว่าสามารถให้ลูกดูดนมได้ เพราะถ้าหากขั้นตอนแรกในการอมหัวนมทำได้ดี การที่ลูกดูดนมบ่อยๆก็สามารถแก้ไขภาวะหัวนมบอดได้     การแก้ไขมีหลายวิธีบางวิธีทำก่อนคลอดบางวิธีทำเมื่อหลังคลอดแล้ว บางวิธีทำได้ทั้งก่อนและหลังคลอด ผู้เชี่ยวชาญด้านนมแม่บางคนไม่แนะนำให้ทำ Nipple treatment ก่อนคลอด เพราะการไปมุ่งรักษาหัวนมมากเกินไปทำให้แม่รู้สึกว่านมตนเองมีความบกพร่อง และบางการศึกษาเปรียบเทียบกลุ่มที่ให้Nipple treatment กับกลุ่มที่ไม่ให้การรักษา พบว่ากลุ่มแรกประสบความสำเร็จมากกว่า

วิธีการต่างๆในการทำให้หัวนมยื่นออกมาได้แก่

          Breast shells หรือ Breast shieldหรือ Breast cupหรือประทุมแก้ว มักทำด้วยพลาสติกใส ดังรูป มีฝาที่แกะออกจากกันได้
                                      
      อาศัยว่าความยืดหยุ่นของผิวหนังมีเพิ่มขึ้นในคนท้อง การกดที่บริเวณลานหัวนมทำให้ผังผืดที่ดึงรั้งหัวนมไว้ยืดขึ้น สามารถใส่ไว้ใต้ยกทรงดังรูปข้างบน ควรเริ่มใส่ปทุมแก้วเมื่อตั้งครรภ์ในไตรมาสสุดท้าย ใส่วันละ2-3ชั่วโมง และเมื่อชินก็ใส่ไว้ตอนกลางวัน เมื่อคลอดแล้วก็ใส่ไว้30นาทีก่อนให้ลูกดูดนม เพื่อช่วยให้หัวนมยื่นออกมา ไม่ควรใส่นอนนอนกลางคืนและน้ำนมที่ขังอยู่ในประทุมแก้วก็ควรทิ้งไป
          Hoffman technique ทำวันละหลายๆครั้งช่วยให้ผังผืดที่อยู่ใต้ฐานหัวนมยืดออกได้ วิธีการทำ ให้วางหัวแม่มือที่ฐานหัวนมทั้งสองข้าง กดนิ้วลงพร้อมกับแยกนิ้วหัวแม่มืออกจากกัน ทำไปรอบๆหัวนมตามเข็มนาฬิกา ทำวันละห้าครั้ง ทำได้ทั้งขณะที่ตั้งครรภ์และหลังคลอด
          Breastpump หรือ Nipple puller          

Breastpump

 

ใช้หลังการคลอดเพื่อดึงให้หัวนมยื่นออกมา ก่อนให้ลูกดูดนมทันที     หรือใช้เวลาอื่นเพื่อยืดผังผืดที่ดึงรั้งหัวนมไว้

   บางโรงพยาบาลมี electric pumps ช่วยซึ่งจะได้ผลดีกว่าในการดึงห้วนมให้ยื่นออกมา


Nipple puller ใช้ได้ดีกว่าในกรณีลานหัวนมโป่งตึงเนื่องจากเต้านมคัด

             Evert-it Nipple Enhancer     ดูรูป

 

ใช้ดึงหัวนมออกมาก่อนให้ลูกดูดนมแม่ สามารถใช้ 10 cc disposable syringe มาประดิษฐ์โดยตัดด้านที่ใช้เข็มสวมออกและกลับเอากระบอกในใส่ด้านตรงข้าม เอาด้านที่ไม่ถูกตัดวางสวมบริเวณหัวนม

               Nipple stimulation (การกระตุ้นหัวนม) หลังคลอดถ้าพอจะจับหัวนมได้ แม่สามารถใช่นิ้วหัวแม่มือและนิ้วชี้คลึงหัวนมประมาณ1-2นาทแล้วรีบประคบด้วยผ้าเย็นทันที
              การจับเต้านมที่ถูกต้องเพื่อให้หัวนมยื่นออก

 

จับเต้านมดังรูป ใช้มือกดเข้าหาหน้าอกจะช่วยให้นมยื่นออกได้

 

             Nipple shield ควรเป็นทางเลือกสุดท้ายที่จะใช้ และควรใช้โดยผู่เชี่ยวชาญที่ตัดสินใจใช้ในบางภาวะเท่านั้นเพราะมีข้อเสียคือทำให้การสร้างน้ำนมลดลง เนื่องจากหัวนมไม่ได้รับการกระตุ้น

ทำด้วย silicone ที่อ่อนนิ่ม ยืดหยุ่นได้ดี วางครอบบนหัวนมแม่ก่อนให้ลูกดูดนม

 

     

   หัวนมยาว

                   ลูกจะดูดได้แค่หัวนม เหงือกลูกไม่สามารถที่จะคาบถึงบริเวณลานหัวนม
                  
ลิ้นของลูกจะไม่กดลงบนกระเปาะน้ำนม ( Lactiferous sinuses) และกระทบกับเพดานปาก
                  
จะไม่มีการกระตุ้นให้หลั่ง Oxytocin และ Prolactin
                  
ลูกอาจได้น้ำนมไม่เพียงพอกับความต้องการ

วิธีแก้ไขสำหรับแม่ที่มีหัวนมยาว

                    ช่วยแม่ให้ลุกอมเต้านมให้ลึกมากที่สุด
                   สอนแม่ให้ประคองเต้านมแบบ C-hold โดยใช้นิ้วหัวแม่มือวางลงบริเวณลานนมด้านบน และใช่ฝ่ามือประคองเต้านมด้านล่าง กดเบาๆบริเวณลานนมเพื่อให้ลานนมแคบลงแล้วให้ลูกอ้าปากให้กว้างและอมเต้านมให้ลึกถึงบริเวณลานนม พร้อมกับประคองลำตัวทารกให้แนบกับลำตัวของแม่

    หัวนมเจ็บ/แตก

   สาเหตุ
           เกิดจากการดูดนมของลูกไม่ถูกท่า เหงือกของทารกจึงเสียดสีกับหัวนม ท่าที่ถูกต้องคือ คุณแม่ต้องอุ้มลูกให้กระชับอก ให้ลูกงับถูกลานนม โดยคุณแม่ใช้มือคอยพยุงเต้านมไว้
           แม่ทำความสะอาดหัวนมมากเกินไป เช่นฟอกด้วยสบู่หรือน้ำยาต่างๆ
            หลังจากให้นมลูกไม่ปล่อให้หัวนมแห้งก่อนใส่ยกทรง
            ถอนหัวนมออกจากปากลูกไม่ถูกวิธี คือดึงหัวนมออกขณะที่ลูกยังดูดอยู่ จะเอาหัวนมออกจากปากลูก ให้ใช้นิ้วสอดลงไปที่มุมปากลูก เพื่อให้อากาศเข้าไป ช่วยคลายผนึกที่ลูกดูดติดอยู่กับหัวนม ทำให้คุณแม่ไม่เจ็บ
อาการ
           คุณแม่จะมีอาการเจ็บมาก แม้แผลจะดูเล็กน้อยก็ตาม ความเจ็บจะมากที่สุดตอนลูกเริ่มดูดนม และจะทุเลาเมื่อลูกดูดไปได้สักครู่ บางคนอาจจะมีเลือดออก มักจะเริ่มเป็นในสัปดาห์แรก เช่นวันที่ 2-3หลังคลอดและมักจะเป็นต้นเหตุทีทำให้กลไกการขับน้ำนมทำงานไม่ดี
                                                    จากรูปหัวนมแตกเป็นแผล
การแก้ไข
           ไม่ควรงดให้นมลูก แต่ให้ลูกดูดข้างที่ปกติหรือเจ็บน้อยก่อน เพื่อให้ลูกหิวน้อยลงเมื่อดูดข้างที่เจ็บ ขณะเดียวกันหัวนมข้างที่เจ็บจะมีน้ำนมไหลออกมาบ้างแล้ว ก่อนให้ดูดข้างที่เจ็บให้นวดเต้านมเบาๆเพื่อให้น้ำนมไหลได้ทันที แล้วบีบน้ำนมออกก่อนเล็กน้อยเพื่อให้ลูกอมหัวนมได้ลึดพอ
          ถ้าเจ็บมากหรือมีเลือดออก ให้บีบน้ำนมออกจากเต้าใส่แก้วป้อนให้ไปก่อน
         พยายามเลือกท่าที่ปากลูกทำมุมกับหัวนมขณะดูดแล้วเจ็บน้อยที่สุด เช่นให้ลูกดูดนมขณะแม่นอนตะแคง หรือนอนหงาย
         เมื่อลูกอิ่มแล้ว บีบน้ำนมออกมา 1-2หยด ไล้ให้ทั่งหัวนมแล้วปล่อยให้แห้ง แล้วจึงใส่ยกทรง ไม่จำเป็นต้องทายาหรือครีม

  เต้านมตึงคัดมาก

     เต้านมคัด คือภาวะที่ น้ำนมคั่งมากในเต้านมเนื่องจากถูกดูดออกไปน้อยกว่าการสร้างมาก ทำให้หัวนมบวมตึงด้วย บริเวณลานนมจะโป่งตึง รั้งหัวนมให้หดสั้น ทำให้ลูกอมหัวนมไม่กระชับ และทำให้แม่เจ็บปวด อาจมีการติดเชื้อตามมาได้
สาเหตุ
         ดูดช้า คือ ไม่ได้ดูดทันทีหลังคลอด
         ดุดน้อย คือ แม่ไม่ได้ให้ลูกดูดเพราะอ่อนเพลีย หรือหลับนานเกิน 3 ชั่วโมง หรือลูกอิ่มเพราะได้รับน้ำหรือนมผสมหรืออาหารอื่น จึงอิ่มนานเกินไป ทำให้ลูกดูดนมแม่น้อยลง
        ดูดผิดวิธี คือ แม่ทำไม่ถูกวิธีหรือไม่มีผู้ให้คำแนะนำช่วยเหลือหรือลูกติดจุกยางจึงดูดนมแม่ไม่เป็น
อาการ
        เต้านมที่ร้อน หนัก แข็ง และเจ็บ บวม ตึง น้ำนมไม่ไหลและ่มีไข้ ต่ำๆได้ ไม่เกิน 24 ชม มักเกิดสัปดาห์แรกที่ให้นมลูก มักจะเกิดกับลูกคนแรกบ่อยกว่า เต้านมที่คัดมากลูกจะอมหัวนมได้ยาก

     เต้านมคัด       ลานหัวนมโป่ง
การแก้ไข
        ก่อนให้นมประคบเต้านมด้วยผ้าุบน้ำอุ่นจัด
         ใช้มือบีบน้ำนมออก จนลานนมนุ่ม จึงให้ลูกดูด
         ประคบเต้านมด้วยผ้าเย็นหลังให้ลูกดูดนมเพื่อลดการปวด หรืออาจกินยาแก้ปวดร่วมด้วย
         ใส่ยกทรงที่ไม่รัดแน่นเกิดไป
         แม่ต้องให้ลูกดูดนมต่อไปอย่างถูกต้อง

   เต้านมอักเสบหรือเป็นฝี

      เป็นการติดเชื้อแบคทีเรียที่ส่วนใดส่วนหนึ่งของเต้านม มักจะเกิดในสัปดาห์ที่ 2-3 หลังคลอด
สาเหต
       อาจเกิดจากเต้านมคัดมากเกินไป มีการอุดตันของท่อน้ำนมบางท่อ หัวนมแตกหรือเป็นแผลแต่ไม่ได้รับการแก้ไขที่ถูกต้อง
อาการ
      บริเวณที่อักเสบมีอาการปวด บวม แดง ร้อน เป็นไข้ ปวดเมื่อยตามตัว การจับต้องบริเวณที่อักเสบหรือเป็นฝีจะทำให้เจ็บมาก
                                                     เต้านมอักเสบแดง
คำแนะนำ
       ข้อที่สำคัญที่สุดก็คือ ไม่ควรให้ลูกหยุดดูดนมในข้างที่อักเสบเพราะจะทำใหอาการคัดเต้านมเพิ่มมากขึ้น การอักเสบที่ทวีความรุนแรง
      เมื่อเริ่มมีการอักเสบ จะต้องให้ลูกดูดนมจากเต้าที่อักเสบต่อไปและควรให้ดูดจากเต้านั้นบ่อยขึ้น พร้อมทั้งให้ดูดจนเกลี้ยงเต้า ถ้ายังเหลือควรบีบออก
       เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องไปให้แพทย์รักษา หากปล่อยไว้เกิน 24 ชั่วโมง จะมีโอกาสกลายเป็นฝีได้สูง
       นอนพักและดื่มน้ำให้มาก ให้ผู้อื่นดูแลงานบ้านแทน
       ควรประคบด้วยผ้าชุบน้ำอุ่น จะช่วยลดอาการปวด
       ใส่ยกทรงที่เหมาะสมไม่รัด แต่ช่วยพยุงเต้านมได้ดี จะช่วยลดปวดได้
       ในกรณีที่กลายเป็นฝีแล้ว แพทย์มักให้หยุดดูดนมช้างนั้นชั่วคราว แต่ต้องบีบน้ำนมออก
   การป้องกัน ก็คือควรหลีกเลี่ยงการเกิดเต้านมคัดจนเกินไป หรือการแตกถลอกของเต้านม

  ลูกไม่ยอมดูดหัวนมแม่

สาเหต
       เด็กที่เคยชินกับการดูดนมขวดมาก่อน หรือดูดนมขวดร่วมกับนมแม่มักจะไม่ยอมดูดหัวนมแม่
       เด็กที่เคยดูดนมแม่ได้ดีมาก่อน แล้วไม่ยอมดูดนมแม่ อาจเกิดจากเหตุดังต่อไปนี้
            เกิดจากก้อนน้ำมูกอุดตันในรูจมูก หรือเด็กมีอาการคัดจมูกจากหวัด ซึ่งเด็กมักจะแสดงอาการหายใจไม่สะดวกมาก่อนหน้านี้แล้ว เช่น ร้องกวน เป็นต้น
            เกิดจากการเจ็บป่วย เด็กมักมีอาการซึก หรือมีอาการอื่นร่วมด้วย เช่น ไข้
            ในเด็กอายุหลายเดือนอาจเกิดจากแผลในปาก
      คุณแม่ที่มีหัวนมบอด บุ๋ม หรือสั้นมาก ทำให้การอมหัวนมและการดูดนมทำได้ยาก
      เต้านมคัด ลานหัวนมโป่งตึงมาก ดึงรั้งหัวนมให้สั้นลง ลูกอมหัวนมและลานนมไม่กระชับ
คำแนะนำ
      ให้เด็กดูดนมแม่ตั้งแต่แรกเกิดจนเคยชินกับหัวนมแม่ โดยไม่ให้นมผสมหรือน้ำเปล่าจากขวดเลย ซึ่งจะเป็นการป้องกันไม่ให้เด็กสับสนเรื่องหัวนม
      ถ้าสงสัยว่าเด็กป่วย ควรได้รับการตรวจจากแพทย์ ถ้ามีก้อนน้ำมูกอุดตันควรเอาออก
      หัวนมสั้น บอด บุ๋ม ควรได้รับการแก้ไขตั้งแต่คุณแม่ไปฝากครรภ์
      หากเกิดจากเต้านมคัด ให้แก้ไขตามหัวหัวข้อเรื่องเต้านมคัด

 น้ำนมแม่มีน้อยหรือไม่พอ

             ตามปกติแล้วเต้านมแม่ทั้งสองสามารถสร้างน้ำนมได้มากพอที่จะัเลี้ยงลูกเสมอ ก่อนอื่นมาทำความเข้าใจเกี่ยวกับการสร้างและการหลั่งน้ำนม
ขบวนการสร้างน้ำนม          โครงสร้างของเต้านมประกอบขึ้นจากส่วนของต่อมน้ำนม (Gland Tissue) และส่วนของเนื้อเยื่อรองรับ และไขมัน ต่อมนน้ำนมจะผลิตน้ำนมไปยังหลอดเล็กๆที่เรยกว่าท่อน้ำนมย่อยและทอดมาเปิดที่หัวนม แต่ก่อนที่น้ำนมจะไหลไปถึงหัวน้ำนม ท่อนน้ำนมย่อยจะขยายตัวออกเป็นกระเปาะที่เรียกว่า Lactiferous Sinuses ไปที่รู้เปิดปลายหัวนม บริเวณหัวนมนี้มีประสาทรับความรู้สึกมากมาย จึงทำให้หัวนมไวต่อการสัมผัสมากรอบๆซึ่งทำหน้าที่หลั่งสารสำหรับหล่อลื่นหัวนม ทำให้ผิวหนังที่ปกคลุมหัวนมอ่อนนุ่ม และอยู่ในสภาพที่ดี ใต้ลานหัวนมคือกระเปาะที่สะสมน้ำนม

                                       

น้ำนมเป็นผลผลิตที่เกิดจากฮอร์โมนและรีเฟลกซ์ระหว่างตั้งครรภ์จะเกิดการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมนเพื่อเตรียมต่อมน้ำนม เมื่อลูกดูดนมแม่จะมีรีเฟลกซ์เกิดขึ้น คือ ไปกระตุ้นการสร้างและการหลั่งของน้ำนม

ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนที่เรียกว่า โปรแลคติน ซึ่งจะไปกระตุ้นให้ต่อมน้ำนมสร้างน้ำนมทุกครั้งที่ลูกดูดน้ำนม ปลายประสาทที่อยู่ในหัวนมแม่จะถูกกระตุ้นและส่งต่อไปยังสมองกลีบหน้า ทำให้เกิดการหลั่งของฮอร์โมนโปรแลคติน ฮอร์โมนนี้จะซึมผ่านเข้าสู่กระแสเลือดไปที่เต้านมจะทำให้เต้านมสร้างน้ำนมเป็นวัฏจักรทุกครั้งที่ลูกดูดนมแม่

ฮอร์โมนโปรแลคตินจะถูกขับออกมาในเวลากลางคืนมากกว่ากลางวัน ดังนั้นถ้าให้ลูกดูดนมในเวลากลางคืนจะช่วยให้สะสมน้ำนมได้จำนวนมากง่าเวลากลางวัน ฮอร์โมนโปรแลคตินยังทำหน้าที่ไม่ให้ไข่ตกช่วยยืดระยะไข่สุก และทำให้ประจำเดือนห่างออกไป

การหลั่งของน้ำนมของแม่ ขึ้นอยู่กับการดูดนมของลูกคือ ถ้าลูกไม่ได้ดูดนม เต้านมก็สร้างน้ำนมได้น้อย ทั้งนี้เนื่องจากปริมาณน้ำนมที่ค้างอยู่ในเต้านมจะทำให้ต่อมน้ำนมสร้างน้ำนมน้อยลง นั้นหมายความว่า ลูกดูดนมแม่บ่อยๆจะทำให้น้ำนมมากขึ้น

       สรุปถ้าน้ำนมแม่มีไม่พอที่จะเลี้ยงลูกอาจเกิดจากสาเหตุใดสาเหตุหนึ่งดังต่อไปนี้
     1.ลูกไม่ได้ดูดนมแม่ภายในวันแรกหรือทันทีหลังคลอด รวมทั้งไม่ได้ดูดตามความหิวหรือความต้องการของลูก
     2.คุณแม่ให้ลูกดูดนมไม่ถูกวิธี ดูดไม่บ่อย หรือดูดนมแต่ละมือไม่นานพอ ทำให้น้ำนมไม่ถูกดูดจนเกลี้ยงเต้า
     3.ให้กินนมผสมร่วมกับนมแม่ ทำให้ลูกหิวนมแม่น้อยลง หรือลูกดูดนมแม่น้อยลง การกระตุ้นเต้านมให้สร้างน้ำนมและขับน้ำนมจึงลดลงด้วย
     4.คุณแม่กังวลหรือมีความเครียด ซึ่งมักจะเกิดกับคุณแม่ที่มีลูกคนแรก เช่น เกรงว่าจะเลี้ยงลูกไม่ได้ กังวลว่าน้ำนมจะไม่พอ เป็นต้น
     5.คุณแม่ได้รับอาหารหรือน้ำไม่พียงพอ
     6.คุณแม่พัหผ่อนไม่เพียงพอ
     7.คุณแม่กินยาบางชนิด หรือกินยาคุมกำเนิด
ข้อ 1-3 มักเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้น้ำนมแม่มีไม่พอ
การแก้ไข
     1.ลูกและแม่ที่ปกติควรจะอยู่ด้วยกันตลอดเวลาหลังคลอดเพื่อให้ลูกได้ดูดนมแม่เร็ว และได้ดูดตามต้องการตลอดเวลา
     2.ให้ลูกดูดนมถูกวิธี ดูดบ่อย และดูดนานพอ
     3.ไมให้ลูกดูดนมผสมร่วมกับนมแม่
     4.ขจัดความกังวลหรือความเครียดที่มีอยู่ให้หมดไป ก่อนให้นมลูกทำจิตใจให้สบายทุกครั้ง
     5.คุณแม่ต้องกินอาหารและดื่มน้ำให้เพียงพอ
     6.พักผ่อให้เพียงพอ
     7.ปรึกษาแพทย์หรือเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์เกี่ยวกับการใช้ยารักษาโรคหรือการคุมกำเนิด


  
 
ลูกกลืนน้ำนมไม่ทัน

         คุณแม่บางคนที่กลไกขับน้ำนมทำงานได้ดีมาก จะมีน้ำนมออกมากและพุ่งแรงจนทำให้ลูกดูดไม่ทัน สำลัก โกรธ ร้อง หรือกลืนลมเข้าสู่กระเพาะมากเกินไป
         แก้ไขได้โดยการบีบน้ำนมออก จนกระทั่งการไหลของนมชะลอลงแล้ว จึงให้ลูกดูด ลูกก็จะดูดต่อไปอย่างสบาย
         การให้ลูกดูดนมในท่านอนคว่ำบนอกแม่ก็อาจช่วยแก้ปัญหานี้ได้ (ดูรูป)

                                              

ทารกตัวเหลือง


ตัวเหลืองแรกเกิด

ทารกปกติจะมีอาการตัวเหลืองในช่วงอาทิตย์แรกของชีวิต อาการตัวเหลืองมักจะเริ่มในวันที่สองหรือสาม และจางหายไปภายในวันที่สิบ เป็นเรื่องธรรมดาที่สุดที่เกิดขึ้นกับทารกแรกเกิดน้ำหนักน้อย แต่มักจะเกิดได้บ่อยๆในทารกที่ตัวโตกว่า อาการตัวเหลืองมักจะเนื่องจากความไม่สมบูรณ์ของตับเพียงเล็กน้อย แต่บางครั้งอาจมีปัญหาเกี่ยวกับเลือดของทารก การรักษาจะจำเป็นต่อเมื่อทารกมีอาการตัวเหลืองอย่างรุนแรงเท่านั้น

อาการตัวเหลืองเมื่อแรกเกิดไม่ใช่เหตุผลที่จะหยุดเลี้ยงทารกด้วยนมมารดา อาการตัวเหลืองอาจเป็นผลมาจากการที่เด็กได้รับนมมารดาไม่เพียงพอ

น้ำนมเหลืองช่วยในการขับขี้เทา(meconium) ในตัวเด็กและช่วยป้องกันอาการตัวเหลือง ถ้าเด็กได้รับนมมารดาอย่างเพียงพอ จะช่วยให้อาการตัวเหลืองหายไป แต่การให้น้ำกลูโคส น้ำเปล่า หรืออาหารเสริมอื่นใดไม่ได้ช่วยเลย เครืองดื่มเหล่านี้จะไปกระทบต่อการเลี้ยงทารกด้วยนมมารดาและทำให้ทารกมีอาการตัวเหลืองมากขึ้น

บางครั้งทารกที่มีอาการตัวเหลืองจะง่วงและไม่ต้องการดุดนม หรือดุดได้น้อยต้องให้ความช่วยเหลือทารกเหล่านี้ให้ได้รับนมมารดาอย่างเพียงพอ

    1. ถ้าทารกดูดได้ดีให้ทารกทานนมมารดาต่อไปบ่อยๆครั้ง เมื่อเขาหิวทั้งกลางวันและกลางคืน
    2. ถ้าทารกง่วงและดุดนมไม่พอ มารดาอาจบีบน้ำนมออกและให้นมนี้จากถ้วยทุก 2-3 ชั่วโมง
    3. ถ้าทารกได้รับนมมารดาที่บีบออกมาอยู่แล้วเนื่องจากน้ำหนักแรกเกิดน้อย และให้กินโดยต้องตวงนมอยู่ ให้นมนี้เพิ่มขึ้นเป็นพิเศษอีกร้อยละ 20
    4. ควรเลี้ยงทารกด้วยนมมารดาต่อไปถึงแม้ว่าอาการตัวเหลืองจะรุนแรง และต้องเข้ารักษา(ปกติเป็นการบำบัดเพียงเล็กน้อย)

บางครั้งอาการตัวเหลืองเริ่มในตอนปลายสัปดาห์แรกหลังคลอด และเป็นต่อไปอีกหลายสัปดาห์ ทั้งนี้เนื่องจากมีอาการเจ็บป่วยรุนแรงในทารก

บ่อยครั้งที่อาการตัวเหลืองยาวนานไม่ร้ายแรงอะไร แต่เกิดเนื่องจากปฏิกิริยาของสารในน้ำนมมารดา ทารกยังคงสบายดีและมีน้ำหนักขึ้นตามปกติ ถ้ามารดายังคงเลี้ยงทารกด้วยนมตัวเองอีกต่อไป อาการตัวเหลืองก็จะหายไปภายใน 3-10 สัปดาห์โดยไม่ต้องรักษา

ถ้าอาการตัวเหลืองรุนแรงมาก แพทย์อาจต้องวินิจฉัยเป็นสาเหตุว่าเนือ่งจากความเจ็บป่วยที่รุนแรงหรือไม่ แพทย์อาจให้ขอหยุดการเลี้ยงลูกด้วยนมมารดาเป็นเวลา 48 ชั่วโมง ถ้าสาเหตุจากนมมารดา อาการตัวเหลืองก็จะหายไป มารดาก็สามารถเลี้ยงทารกด้วยนมมารดาตอ่ไปได้โดยอาการตัวเหลืองจะไม่กลับมาเป็นอีก

 

    

 
 
       แหล่งข้อมูล : คู่มือการบริหารจัดการคลินิคนมแม่สำหรับโรงพยาบาลทุกระดับ โดย กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย
                                : E-learning วิทยาลัยพยาบาลเครือข่ายภาคกลาง(http://mail.bcnnv.ac.th/~pop/obs/active_birth2.htm)