เมื่อไรจึงจะเริ่มมีน้ำนม?

 
ควรหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง?
 
   
ควรจะให้ลูกดูดบ่อย(และนาน)แค่ไหน?
 
ฉันควรให้ลูกหย่านมเมื่อใดดี?
 
ต้องให้นมขวดเสริมหรือเปล่า?
 
ให้นมตามใจหรือตามเวลา?
 
   
จะทำอย่างไรถ้าแม่ผลิตน้ำนมไม่พอ หรือน้ำหนักตัวลูกไม่เพิ่มตามเกณฑ์?
จะฝึกลูกให้กินนอนเป็นเวลาลำบาก
จะทำอย่างไร?

 
จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกได้รับนมพอเพียง?
 
เวลาแม่เจ็บป่วยกินยาแล้วจะมีผลต่อลูกไหม?
 
   
ทำไมลูกจึงอยากดูดนมตลอดเวลา?
 
แม่เป็นเบาหวาน กินยาได้หรือไม่?
 
 
ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อไร?   แม่เป็นโรคธัยรอยด์เป็นพิษให้ลูกกินนมแม่?  

เมื่อไรจึงจะเริ่มมีน้ำนม?

                                   ตามธรรมดาแล้วจะเริ่มมีน้ำนมเต็มที่ประมาณ 30 ชม หลังคลอด แต่ก็อาจกินเวลาได้ถึง 5 วัน ปัจจัยที่มีผลต่อการสร้างน้ำนมคือ ความสามารถของลูกที่จะอมหัวนม และความสามารถ ในการดูดของลูก ถ้าลูกสามารถดูดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และดูดบ่อย น้ำนมก็จะมาได้เร็ว ปกติแล้วคุณแม่ที่คลอดลูกท้องหลังๆ เต้านมจะสามารถสร้างน้ำนมได้เร็วกว่า ระยะก่อนที่จะมีน้ำนมปรกติเกิดขึ้นนั้น ลูกจะไม่อด ไม่ขาดอาหาร เพราะแม่จะสร้าง "นมน้ำเหลือง" อันมีประโยชน์มากเหลือเกินสำหรับลูก
นมน้ำเหลืองนี้ จะมีสารโปรตีนมากเป็นสามเท่าของนมธรรมดา และเป็นสารอาหาร ที่เหมาะสมอย่างยิ่งสำหรับวันแรกๆหลังคลอด

     

  ควรจะให้ลูกดูดบ่อย(และนาน)แค่ไหน?

ลูกควรที่จะได้ดูดนมบ่อยเท่าที่ลูกต้องการ

คุณพ่อคุณแม่ควรที่จะคอยสังเกตอากับกริยาของลูก ลูกมักมีกริยาส่ายหน้าหาหัวนม, เอามือถูที่ปาก, ทำท่าดูด ฯลฯ แสดงว่า ลูกต้องการที่จะดูดนมแล้ว

คุณพ่อคุณแม่จะสามารถเห็นอากับกริยาเหล่านี้ได้ตั้งแต่ 30 นาทีก่อนที่ลูกจะเริ่มร้องไห้เพราะหิว

การที่ลูกต้องร้องไห้ก่อนได้รับนมนั้นอาจทำให้มีการดูดที่ไม่มีการประสานงานของกล้ามเนื้อต่างๆ การดูดนมก็จะเป็นไปได้ด้วยความยากลำบาก

เด็กที่คลอดใหม่ๆมักต้องการดูดนม 8 ถึง 12 ครั้งในระยะเวลา 24 ชม

ครั้นเมื่อแม่และลูกมีความคุ้นเคยกันดีแล้ว, ลูกก็มักจะต้องการดูดบ่อยน้อยลง และดูดนานน้อยลง ช่วงนี้มักต้องใช้เวลาประมาณ 6 สัปดาห์ ซึ่งเท่ากับระยะเวลาที่ร่างกายของคุณแม่จะฟื้น จากการคลอดลูกพอดี

คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมข้างหนึ่งนานเท่าที่ลูกต้องการ ลูกจะแสดงให้เห็นเองว่าอิ่มแล้วโดยการคายหัวนม หรือลดแรงการดูดลงกลายเป็นแบบ " ดูดเล่นๆ" ถึงตอนนี้คุณแม่ควรอุ้มลูกพาดบ่าให้เรอสักครั้งหนึ่ง จากนั้นก็ให้ลูกดูดนมอีกข้างหนึ่งถ้าลูกต้องการ ถ้าลูกไม่ต้องการดูดอีกก็ไม่เป็นไร

ความจริงแล้วไม่มีกฏตายตัวว่าจะต้องให้ลูกดูดนมทั้งสองเต้าทุกครั้ง หากลูกดูดข้างเดียว แล้วรู้สึกว่าพอ ครั้งต่อไป คุณแม่ก็เอานมอีกข้างให้ลูกดูดก็ได้

บางครั้งนั้นลูกอาจอยากดูดนมแม่ไม่ใช่ว่าเพราะหิว แต่เพราะอยากแนบสนิทกับแม่ และเพราะอยากที่จะรู้สึกอบอุ่นเท่านั้น

โดยทั่วไปแล้ว ลูกจะดูดนมทุกๆ 2 หรือ 3 ชั่วโมง ครั้งละ 5 ถึง 15 นาที

     ต้องให้นมขวดเสริมหรือเปล่า?

   การเอาขวดนมให้ลูกดูดในช่วงแรกๆนั้น จะทำให้ลูกรู้สึกสับสน หรือเลือกเอาหัวนมอย่างใดอย่างหนึ่ง อันจะมีผลเสียต่อการผลิตน้ำนม

หากไม่มีเหตุผลใดที่จะให้ลูกดูดนมจากเต้าได้แล้วละก็ เราไม่ควรให้ลูกดูดขวดนมเลยในช่วง 3 ถึง 4 สัปดาห์แรก แม้จะเป็นขวดที่ใส่แค่น้ำก็ตาม

หากจำเป็นที่จะต้องให้นมเสริม ควรใช้การป้อนด้วยช้อน หรือให้ลูกค่อยๆดื่มจากถ้วย

การให้ลูกดูดขวดนมวันละครั้ง หรือสองวันครั้ง เพื่อให้ลูก "เคย" นั้น ไม่จำเป็น

หลังจากช่วงแรกผ่านไปแล้ว คุณแม่อาจให้ลูกดูดขวดนมที่ใส่น้ำนม ที่ปั๊มออกจากเต้า เป็นครั้งคราวก็อาจได้ผลดี

เด็กหลายคนจะไม่ยอมดูดหัวนมยางเลย เพราะวิธีดูดนั้น ต่างจากการดูดหัวนมแม่โดยสิ้นเชิง ในกรณีนี้ คุณแม่คงจะต้องใช้วิธีป้อนด้วยช้อนหรือให้ค่อยๆดื่มจากถ้วย ดังได้กล่าวมาแล้ว

   จะทำอย่างไรถ้าแม่ผลิตน้ำนมไม่พอ หรือน้ำหนักตัวลูกไม่เพิ่มตามเกณฑ์?

     

การที่คุณแม่ผลิตน้ำนมไม่พอนั้น มักเกิดจากความผิดพลาดในความสมดุลย์ระหว่าง ความต้องการ และอัตราการผลิตน้ำนม ( Demand and Supply balance)

ควรหลีกเลี่ยงการให้ "นมเสริม"

ควรยกเลิกการใส่ใจกับปัญหาอื่นๆเป็นการชั่วคราว เพื่อที่จะได้มีเวลาและสมาธิที่จะสร้างระบบการให้นมลูกที่ดี

คุณแม่อาจลองใช้วิธีต่างๆดังต่อไปนี้

พาลูกไปนอนด้วย เป็นที่พิสูจน์ได้อย่างแน่นอนว่า การให้นมตอนนอนงีบกลางวัน และในเวลากลางคืน จะทำให้ลูกได้รับนมมากขึ้น น้ำหนักขึ้นทันตาเห็นทีเดียว

อย่าลืมกฎว่าด้วยความสัมพันธ์ระหว่างจำนวนเสบียงและความต้องการ ( Law of supply and demand ) คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมบ่อยขึ้น อย่างน้อยทุก 3 หรือ 4 ชม บางครั้งอาจต้องปลุกลูกขึ้นมาถ้าลูกนอนตอนกลางวันนานกว่า 3 ชม ลูกอาจดูดนมแค่นิดหน่อย แต่การดูดแม้จะน้อยก็สามารถกระตุ้นการสร้างน้ำนมได้

ขณะที่ลูกดูดนมอยู่นั้น คุณแม่ควรอุ้มลูกไว้ เอามือลูบไล้ตามตัวลูก ปัดผมลูก ทำเสียงคุยกับลูก ฯลฯ กิริยาเหล่านี้เป็นกิริยาของแม่ตามสัญชาตญาณ และจะช่วยกระตุ้นการสร้างน้ำนมอย่างแน่นอน

ก่อนจะให้ลูกดูดนม ให้คุณแม่ถอดเสื้อผ้าลูกออกให้หมดเพื่อที่จะได้มีการสัมผัสกันได้แนบสนิท การสัมผัสแบบนี้ อาจช่วยให้เด็กที่ง่วงตื่นได้ดีขึ้น และอาจช่วยกระตุ้นให้ลูกดูดได้ดีขึ้น

คอยสังเกตอาการของลูกว่าลูกมีกริยาแสดงว่าต้องการที่จะดูดนมหรือไม่ ถ้าสังเกตเห็นเมื่อไร คุณแม่ก็ให้ลูกดูดได้ทันที

ลองวิธี "สลับข้าง" ดู เพื่อเป็นการกระตุ้นให้เด็กที่ดูดนมแล้วหลับง่ายดูดนมได้ดีขึ้นหมายความว่า ให้ลูกดูดนมจนลูกทำท่าจะหลับ ถึงตอนนี้คุณแม่ก็จับลูกอุ้มพาดบ่า ให้เรอสักครั้งหนึ่ง จากนั้นก็สลับให้ลูกมาดูดเต้านมอีกข้างหนึ่ง ถ้าลูกทำท่าจะหลับอีกก็ให้ลองทำดูอีกครั้ง จนกว่าลูกจะไม่ต้องการดูดจริงๆแล้ว

ตราบใดที่ลูกยังยอมดูด คุณแม่ก็สามารถสลับข้างให้ดูดไปได้เรื่อยๆ

อีกวิธีที่อาจได้ผลคือ ให้ลูกดูดจนอิ่ม แล้วจับพาดบ่าเรอให้เรียบร้อย แล้วแทนที่จะจับลูกนอน ให้คุณแม่อุ้มลูกให้ตั้งตรงไว้ จากนั้น อีกสัก 10 ถึง 20 นาที ให้ลูกดูดนมอีก ลูกอาจดูดนมได้อีก ด้วยเหตุที่ว่า หลังจากเวลาผ่านไป 10 ถึง 20 นาที ลมที่อยู่ในกระเพาะนั้น น่าที่จะหลุดออกมาโดยการเรอแล้ว ทำให้มีช่องว่างในกระเพาะเกิดขึ้น เพื่อที่จะให้ลูกสามารถรับนมเข้าไปได้อีกหน่อยหนึ่ง

สิ่งที่สำคัญคือ คุณแม่จะต้องไม่เครียด พยายามทำใจให้สบายเพื่อที่จะให้น้ำนมไหลได้ดี

    จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกได้รับนมพอเพียง?

      หลังจากคุณแม่ได้ให้นมลูกไปสักเดือน คุณแม่ก็จะรู้สึกได้เองว่าลูกได้รับนมอย่างพอเพียง โดยจะสังเกตรู้สึกได้ว่าลูกนั้นตัวหนักกว่าเก่าเวลาอุ้ม และยังมองเห็นได้ชัดว่าลูกดูอ้วนขึ้น

แต่ในช่วงแรกๆนั้นคุณแม่อาจดูยากสักหน่อย โดยเฉพาะคุณแม่ท้องแรก ดังนั้น เราอาจใช้วิธีสังเกตได้ดังนี้

ในระยะเวลา 24 ชม, คุณแม่ควรจะต้องเปลี่ยนผ้าอ้อมที่เปียกฉี่ 6 ถึง 8 ครั้ง และลูกจะมีการถ่ายอุจจาระ 2 ถึง 5 ครั้ง (หรือมากกว่านั้น) สีของอุจจาระนั้นอาจเป็นสีเหลืองหรือสีน้ำตาลอ่อน และมีลักษณะเหลว ส่วนปัสสาวะนั้นควรจะมีสีเหลืองอ่อนๆหรือใสไม่มีสีก็ได้

คุณแม่จะรู้สึกคัดเต้านมก่อนให้นมลูก และรู้สึกหายคัดหลังจากลูกดูดนมแล้ว ขณะที่ลูกดูดนมอยู่นั้นอาจมีน้ำนมไหลซึมออกมาจากเต้านมอีกข้างหนึ่งด้วย

คุณแม่จะรู้สึกได้ว่าลูกดูดนมแรง และได้ยินเสียงลูกกลืน คุณแม่หลายคนจะรู้สึกเสียวๆเวลาน้ำนมพุ่งเข้าปากลูกที่ดูดอยู่ บ่อยครั้งที่ลูกจะดูดนมจนหลับไป แสดงได้ชัดว่าลูกดูดนมจนอิ่มแล้ว

บางครั้งลูกดูดนมจนไม่ดูดแล้ว คุณแม่ก็คิดว่าลูกดูดพอ แต่พอจับลูกให้นอนกลับร้องหานมอีกอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าน้ำนมแม่ไม่พอ ลูกอาจมีความรู้สึกอยากให้อุ้ม ไม่อยากนอนที่นอนก็ได้ คุณแม่บางคนพบว่าการใช้อุปกรณ์ที่มีลักษณะคล้ายเป้เอาลูกอุ้มไว้กับตัวจะได้ผลดีมาก และคุณแม่ก็สามารถทำภาระกิจต่างๆได้โดยไม่รู้สึกไม่สะดวกเท่าไร

   ทำไมลูกจึงอยากดูดนมตลอดเวลา?

ช่วงที่ร่างกายของลูกมีการเจริญเติบโตเร็วนั้น ลูกจะดูดนมมาก เพื่อเป็นการตอบสนอง การเจริญเติบโตนี้ บางครั้งทารกสามารถมีการโตตัวยาวขึ้นได้ถึง 1.5 ซม ใน 24 ชม ก็ไม่เป็นที่น่าแปลกใจว่า ลูกจะต้องการนมมากเป็นพิเศษในช่วงนี้

คุณแม่ควรให้ลูกดูดนมมากเท่าที่ลูกต้องการ ไม่มีข้อจำกัด ตัวคุณแม่เองก็จะสร้างน้ำนมมากขึ้นตามความต้องการของลูก

การให้ "นมเสริม" นั้น จะไม่เป็นผลดีในแง่ไม่ได้กระตุ้นให้มีการสร้างน้ำนมมากขึ้น คุณแม่จะไม่สามารถสร้างน้ำนม ได้มากเท่าความต้องการของลูก

เด็กบางคนมีความต้องการที่จะถูกอุ้มเพื่อเป็นการช่วยในการปรับตัวให้เข้ากับโลกภายนอก ความจริงมีอยู่ว่า ช่วง 3 - 4 เดือนแรกนั้น เป็นช่วงของการปรับตัวที่สำคัญมากทีเดียว

ในวันที่ลูกต้องการดูดนมมากผิดปรกตินั้น คุณแม่ควรที่จะวางมือจากภาระกิจอื่นๆไว้ก่อน เพื่อให้มีเวลาที่จะสนองความต้องการของลูก เมื่อลูกหลับ คุณแม่ก็รีบถือโอกาสนอนเสียด้วย เพื่อที่จะได้พักผ่อนเพียงพอ เมื่อลูกอายุมากขึ้น ช่วงของการ "โตเร็ว" แบบนี้ก็จะเกิดบ่อยน้อยลง

แม่ที่ให้นมลูกควรรับประทานอาหารอะไร?

ความจริงแล้ว ไม่มีกฎตายตัวสำหรับการรับประทานอาหารเท่าไร ขอให้เป็นอาหารที่มีคุณค่า และได้สมดุลย์ทางโภชนาการเท่านั้น จะว่าไปแล้ว อาหารที่เหมาะสมสำหรับช่วงให้นมลูก ก็เหมือนกับอาหารที่เหมาะสมสำหรับตอนตั้งครรภ์อย่างไรอย่างนั้น

ร่างกายของคุณแม่ที่ให้นมลูกนั้นจะมีประสิทธิภาพในการจัดการกับแคลอรี่ที่รับเข้าไปได้ดีมากทีเดียว ดังนั้นจึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องรับประทานอาหารให้มากกว่าธรรมดา เมื่อใดที่รู้สึกกระหาย ก็ให้ดื่มน้ำหรือเครื่องดื่มอะไรก็ได้ (ที่ไม่ใช่เหล้า) เมื่อรู้สึกหิว ก็ให้รับประทานอาหารให้พอ

การควบคุมน้ำหนักนั้น สามารถทำได้โดย หลีกเลี่ยงของขบเคี้ยวที่ให้แคลอรีสูงแต่ไร้คุณค่าทางอาหาร (ได้แก่ขนมต่างๆ) การออกกำลังกายนั้น จะได้ผลดีกว่าการการจำกัดอาหาร ซึ่งอาจทำให้ มีปัญหาต่อสุขภาพทั้งแม่และลูกได้

  ควรหลีกเลี่ยงอาหารอะไรบ้าง?

             คุณแม่คงจะได้รับคำแนะนำมากหลายจากคนรอบข้างที่หวังดี ความเป็นจริงแล้ว ไม่มีอาหารใดเลย ที่ห้ามรับประทานโดยเด็ดขาดลูกอาจงอแง มีลมในท้อง นั่นไม่ใช่เป็นเพราะว่าอาหารที่แม่รับประทาน แต่เป็นเพราะธรรมชาติของเด็กจะต้องมีการงอแงและมีลมในท้องอยู่แล้วอย่างไรก็ตาม น่าจะเป็นการดี หากคุณแม่จะหลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัดมากๆ

ในบางครั้งนั้นลูกอาจแพ้อาหารบางอย่างที่คุณแม่ได้รับประทานเข้าไป ส่วนใหญ่สารที่พบว่า ทำให้ลูกมีปัญหา ได้แก่ สารพวกโปรตีนเชิงซ้อน (Complex carbohydrates) ที่อาจพบได้ใน นมวัว, ถั่วเหลือง, ข้าวสาลี, ปลา, ข้าวโพด, ไข่ และพวกถั่ว.ยาสมุนไพรบางอย่างก็เคยพบว่าทำให้ลูกท้องอืด ท้องเสียได้ เช่น ยาจีนบางชนิด, ยาดอง ฯลฯลูกอาจมีอาการงอแง, ท้องอืด, ถ่ายผิดปรกติ ( ไม่ได้แปลว่า ลูกจะแพ้อาหารพวกนี้จริงๆ เพียงแต่ร่างกายอาจยังไม่พร้อมที่จะรับสารนั้นได้ )หากคุณแม่สงสัยว่าอาหารชนิดใดทำให้ลูกมีปัญหา คุณแม่ก็ลองงดอาหารชนิดนั้นสัก 2-3 สัปดาห์ แล้วลองรับประทานดูใหม่รวมๆแล้ว คุณแม่ควรรับประทานอาหารที่มีคุณภาพ มีความสมดุลย์ทางโภชนาการ โดยแทบไม่มีข้อจำกัด การรับประทานอาหารอย่างพอประมาณเป็นสิ่งที่ดีมาก


  
 
ฉันควรให้ลูกหย่านมเมื่อใดดี?


โดยเฉลี่ย, เด็กทั่วโลกจะดูดนมแม่เป็นเวลา 2-3 ปีทีเดียวไม่มีกฎตายตัวว่า เวลาอันสมควร ที่จะหย่านมนั้นเป็นเวลาเมื่อใด อยู่ที่ว่าคุณแม่มีความรู้สึกว่าถึงเวลาอันเหมาะสมแล้วเท่านั้น และขึ้นอยู่กับความต้องการของลูกด้วยเด็กส่วนใหญ่จะไม่ยอมหย่านมก่อนอายุ 8-9 เดือนAmerican Academy of Pediatrics (บัณฑิตยสมาคมกุมารแพทย์แห่งสหรัฐอเมริกา) ได้แนะนำให้ลูกดูดนมแม่อย่างเดียวในช่วง 4-6 เดือนแรก จากนั้น ให้คุณแม่เริ่มให้อาหารอื่นแก่ลูก ทีละอย่าง และมีความเห็นว่า เด็กควรได้รับนมแม่อย่างน้อยเป็นเวลา 1 ปี

เมื่อลูกมีทีท่าว่าจะยอมหย่านมแล้ว คุณแม่ควรทำอย่างค่อยเป็นค่อยไป เพื่อไม่ให้มีปัญหาเกี่ยวกับนมคัด และเพื่อไม่ให้กระทบกระเทือนกับความรู้สึกของลูกมากเกินไป คุณแม่อาจใช้วิธีให้นมขวดแทน ทีละมื้อทุกๆ 2 วันในตอนแรก ก็จะช่วยให้ทั้งแม่และลูกปรับตัวได้ คุณแม่ส่วนใหญ่พบว่า การเลิกมื้อดึกและมื้อเช้าเป็นการหลังสุด จะได้ผลดีมาก เนื่องจากว่า สองเวลานี้มักมีความหมายต่อความรู้สึกของลูกมากที่สุด

         

ให้นมตามใจหรือตามเวลา


พิมพ์เป็นแม่ใหม่หมาดๆ ไม่ถึงเดือน เธอไม่เคยนึกมาก่อนเลยว่า การเลี้ยงลูกอ่อนจะลำบากยากเย็นถึงเพียงนี้ ทั้งๆ ที่พยายามหาความรู้จากตำราเลี้ยงลูกมาตั้งแต่ก่อนคลอด ก็ยังมีหลายเรื่องที่ทำให้กังวลเพราะเจ้าตัวเล็กของเธอไม่ได้เป็นไปตามตำราว่าไว้เสียทุกอย่าง

อย่างเรื่องให้นมนี่ปัญหาใหญ่ ในตำราบอกว่า ลูกแรกเกิดควรจะได้นมทุก 4 ชั่วโมง พิมพ์พยายามทำตามอย่างเคร่งครัด แต่หนูแพมของเธอเป็นเด็กโยเยชอบตื่นขึ้นมาร้องก่อนเวลาให้นม เธอไม่รู้ว่าจะทำยังไงดี

" ก็ยังไม่ถึงเวลาให้นมเลยนี่น่า ลูกไม่น่าจะหิว "

เธอคิดว่าลูกร้องเรียกความสนใจให้เธออุ้ม หรือไม่ลูกอาจจะเป็นเด็กเจ้าอารมณ์ติดตัวมาตั้งแต่เกิดก็ได้

พอหนูแพมอายุครบเดือน พิมพ์พาไปหาตรวจสุขภาพตามหมอนัด ปรากฏว่า น้ำหนักของลูกขึ้นมานิ๊ด…เดียวเอง คุณหมอซักไซ้พิมพ์ถึงเรื่องให้นมก็เลยรู้ว่า หนูแพมได้นมไม่พอ ทำให้น้ำหนักไม่ขึ้น

วินาทีนั้นพิมพ์นึกถึงคุณยายขึ้นมาทันที คุณแม่ของเธอมักจะพูดเสมอว่า ลูกร้องเมื่อไหร่ก็ให้นมเมื่อนั้น แต่เธอเชื่อตำรามากกว่าคำแนะนำของผู้ใหญ่

มาถึงตอนนี้พิมพ์ชักไม่แน่ใจแล้วว่า ตำราว่าไว้ถูกต้อง หรือว่าเธอควรจะเชื่อคำแนะนำของคุณยายมากกว่าทำตามตำราหรือว่าคำแนะนำ ?

แม้ว่ายุคสมัยจะเปลี่ยนไป แต่คำแนะนำของคนรุ่นปู่ย่าตายายหลายๆ อย่างก็มีคุณค่า เพราะเป็นประสบการณ์จริง ในขณะเดียวกันความรู้ในตำราเลี้ยงลูกทั้งหลายก็เป็นสิ่งจำเป็น เพราะเป็นเรื่องที่พ่อแม่จำเป็นต้องรู้เพื่อใช้เป็นแนวทางในการดูแลลูก แต่บางเรื่องลูกของเราอาจอยู่ในกรณีพิเศษที่แตกต่างออกไป ไม่ตรงตามตำราเสียทีเดียว ดังนั้นคงจะพูดไม่ได้ว่าพ่อแม่ควรยึดคำแนะนำของคนโบราณหรือทำตัวเป็นคนหัวใหม่ คือเลี้ยงลูกตามตำราเป๊ะๆ ทางที่ดีลองชั่งน้ำหนักในเรื่องของเหตุผล ข้อดีข้อเสียตามสภาพการณ์ของลูกเรา แล้วนำมาปรับใช้ ก็จะได้ประโยชน์สูงสุด

สำหรับการให้นมลูกแรกเกิด ลองมาดูข้อถกเถียงระหว่างพวก "หัวใหม่" กับพวก "หัวเก่า" กันก่อนดีกว่า

ให้นมตามความต้องการของลูก เขาว่า…

ลูกจะเสียนิสัย เป็นเด็กเอาแต่ใจตัว

เด็กทารกยังไม่รู้จักเอาแต่ใจตัวเองหรอกค่ะ ลูกรู้ว่าแต่ว่าเมื่อไรที่ร่างกายบอกว่าหิว แกก็จะร้องบอกความต้องการ จนกว่าลูกจะเรียนรู้ว่าเมื่อแกหิว ไม่นานก็จะได้รับการดูแลให้หายหิวนั่นแหละ ลูกถึงจะรู้จักรอคอย ไม่ร้องโยเย

จะฝึกลูกให้กินนอนเป็นเวลาลำบาก

การฝึกให้ลูกทำกิจวัตรประจำวันเป็นเวลาสม่ำเสมอควรฝึกอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่ด้วยการบังคับ หรือฝืนธรรมชาติ เช่นลูกยังไม่หินก็ให้กิน หรือลูกหิวจะแย่แต่ไม่ให้กิน เป็นต้น ทำให้เครียดด้วยกันทั้งสองฝ่ายทั้งแม่ทั้งลูก แล้วคุณก็จะฝึกลูกไม่สำเร็จด้วย

สิ่งที่เหมาะที่ควร คือต้องดูความต้องการของลูกก่อน โดยเฉพาะลูกยังอยู่ในวัยทารกแบเบาะ ไม่มีความจำเป็นต้องเร่งรีบฝึกลูก คุณจะฝึกลูกได้สำเร็จก็ต่อเมื่อลูกรู้มั่นใจว่า เขาจะได้รับการตอบสนองตามความต้องการ เช่น เมื่อรู้สึกหิว แม่ก็จะดูแลให้ได้กิน หลังจากนั้นหากแม่จะให้ลูกรอนิดรอหน่อย ลูกก็มั่นใจว่าอย่างไรเขาก็จะได้รับการตอบสนองอย่างแน่นอน เพราะฉะนั้น ควรตอบสนองลูกตามความต้องการของลูกอย่างสม่ำเสมอก่อนแล้วจึงค่อยๆ ปรับเวลา ยืดเวลาของการรอคอยออกไปทีละนิด ในที่สุดคุณก็จะฝึกลูกให้กินหรือแม้แต่กิจวัตรประจำวันอื่นๆ เป็นเวลาได้

ให้นมตามตารางเวลา เขาว่า… กินนมเป็นเวลา จะทำให้ระบบการย่อยของลูกดี

เป็นเรื่องที่ดีที่จะฝึกลูกให้กินนมเป็นเวลา เพราะจะทำให้กลไกในร่างกายโดยเฉพาะการย่อยของลูกทำงานเป็นระบบระเบียบ คือให้นมลูกห่างกันราวๆ 4 ชั่วโมงครั้ง เป็นระยะพอดีที่ระบบย่อยอาหารของลูกย่อยนมมื้อก่อนหมดและเริ่มหิวอีกครั้ง ลองนึกว่าผู้ใหญ่อย่างเราๆ เวลาหิวๆ อะไรๆ ตรงหน้าก็เอร็ดอร่อยไปหมด ทำให้เราเอ็นจอยกับการกิน และกินได้มาก ทารกก็เหมือนกันค่ะ เวลาหิวก็จะดูดนมได้แรงได้มาก ยังจะเป็นการกระตุ้นน้ำนมแม่ให้ไหลดีไปในตัวด้วยหลังจากนั้นลูกก็จะอิ่มสบายและหลับได้นาน พลอยให้วงจรการกินการนอนของลูกเป็นระบบเป็นเวลาเร็วขึ้น แต่ไม่ใช่เป็นแบบที่ว่า 3 ชั่วโมงครึ่งแล้วลูกร้องหิว ก็ปล่อยให้ลูกร้องไป จนกว่าจะครบ 4 ชั่วโมง ควรยืดหยุ่น ดูความเหมาะสม อาจใช้ช่วงที่ยังไม่ถึงเวลาให้นมเล่นกับลูกไปพลางๆ ก่อน แต่ถ้าเล่นก็แล้ว ลูกยังร้องหิวอยู่ ก็ให้นมลูกเถอะค่ะไม่เช่นนั้นจะเป็นผลเสียมากกว่า ลูกจะโมโหหิวเปล่าๆ

การใช้ยาในมารดาที่ให้นมลูก

             ข้อเท็จจริงนั้น ข้อมูลเกี่ยวกับความเป็นพิษของยาในนมแม่ที่ส่งผลต่อลูกที่ได้รับนมนั้นยังมีไม่มากนัก ส่วนใหญ่ตรวจสอบจากการหาปริมาณยาที่ออกมากับน้ำนมและคำนวณอันตรายที่จะเกิดกับลูก เนื่องจากการศึกษาโดยตรงกับคุณแม่แม่ลูกอ่อนนั้นทำได้ยากและอาจผิดจริยธรรมทางการแพทย์

โดยทั่วไป ยาส่วนใหญ่จะขับออกมาจากทางน้ำนมได้ในปริมาณไม่มากนัก ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการขับผ่านทางน้ำนมของยาได้แก่

คุณสมบัติของยา ทั้งทางเคมี ขนาดโมเลกุล และความสามารถในการละลายของยา

วิธีการรักษา เช่น โดยการรับประทาน, การฉีด, การสูดดม, การสอด เป็นต้น

ระยะเวลาที่ใช้ยา และขนาดของยาที่ใช้แต่ละครั้ง (ปริมาณยาที่ได้รับ)

ส่วนปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับทารกได้แก่

  • อายุของทารกระยะที่ควรระวังมากๆ คือ 1 สัปดาห์หลังคลอด เนื่องจากลำไส้ของทารกจะดูดซึมยาได้มาก แต่ขับถ่ายได้น้อยจึงเสี่ยงที่จะเกิดอันตรายได้มากกว่าช่วงที่โตขึ้นไป
  • ความสามารถในการดูดซึมและกำจัดยาของทารก

แต่ทั้งนี้ไม่ได้หมายความว่ายาทุกชนิดที่คุณแม่รับประทานจะเป็นพิษต่อลูกน้อยเสมอไป เพราะอาการพิษจะขึ้นกับปัจจัยหลายอย่างข้างต้น

แนวทางในการใช้ยาระหว่างให้นมลูก เราจะแบ่งกลุ่มยาเป็น 3 ประเภทดังนี้

1. ยาที่ห้ามใช้ในระหว่างให้นมลูก
2. ยาที่ควรงดนมแม่ชั่วคราวขณะที่คุณแม่ใช้ยานี้
3. ยาที่ใช้ได้ระหว่างให้นมลูก

ยาที่ห้ามใช้ในระหว่างให้นมลูก

เนื่องจากเหล่านี้สามารถดูดซึมผ่านทางน้ำนมไปสู่ลูก และส่งผลเสียต่อลูกได้มาก ได้แก่ ยารักษาโรคธัยรอยด์ และเมธิลมาโซน (Methimazole) ยารักษาไมเกรน เออร์โกตามีน (Ergotamine) ยารักษาโรคกระเพาะไซเมทติดีน (Cimetidine) ยาลดการหลั่งน้ำนม โบโมคริฟทีน (Bromocriftine) ยากดภูมิต้านทานที่ใช้รักษามะเร็งไซโคพาสฟาไมด์ (Cyclophosphemide) และอะมินอธารีน (Amethopterin) เป็นต้น

ข้อมูลจากองค์การUNICEF ระบุว่าสามารถใช้ ไธโอยูเรซิล (Propylthiouracil)ได้ สามารถให้นมลูกได้

ยาที่ควรงดนมแม่ชั่วคราว ขณะที่คุณแม่ใช้ยา

ได้แก่ ยาฆ่าเชื้อเมโทรนิตาโซล (Metronidazole) และสารกัมมันตรังสีต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการฉายแสงหรือฉีดก็ตาม

ยาที่ใช้ได้ระหว่างให้นมลูก

ได้แก่ ยาทั่วไปที่ใช้รักษาอาการต่างๆ และวิตามิน ซึ่งเป็นการยากที่จะบรรยายได้ทั้งหมด จึงขอเสนอข้อแนะนำในการใช้ยารักษาอาการต่างๆ และโรคทั่วไปที่อาจเกิดขึ้นขณะที่คุณแม่ยังต้องให้นมลูกอยู่ ที่น่าสนใจมีดังนี้

1. ยาแก้หวัด แนะนำให้หลีกเลี่ยงไม่ใช้ยาลดน้ำมูกถ้าทำได้ โดยเฉพาะยาแก้แพ้กลุ่มแอนตี้ซีสตามีน เช่น บรอมเฟนิรามีน (Brompheniramine) เพราะจะทำให้ลูกร้องกวนนอนไม่หลับ เป็นต้น ถ้าคุณแม่มีอาการคัดจมูกควรใช้ยาทาหรือเช็ดจมูกให้โล่งมากกว่ายารับประทานและควรหลีกเลี่ยงยาผสมที่มีตัวยาหลายๆ อย่างในเม็ดเดียวกันหรือยาที่ออกฤทธิ์ได้นานๆ เพราะจะส่งผลต่อลูกเป็นระยะเวลานานด้วย

2. ยาแก้ปวด แนะนำให้หลีกเลี่ยงยาแก้ปวดพวกอินโดเมธาซีน (Indomethacin) เฟนิลบิวตาโซน (Phenylbutazone) ส่วนยาแอสไพริน (Aspirin) สามารถใช้ได้ในปริมาณน้อยๆ ในระยะเวลาสั้นๆ ยาที่ใช้แก้ปวดได้ดีในคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมคือ พาราเซตามอล (Paracetamol) ไอบูโพรเฟน (Ibuprofon) กรดมีเฟนามิก (Mefenamic Acid) ไดโคลฟิแนก (Diclofenec)

3. ยาฆ่าเชื้อ (ยาปฏิชีวนะ) กลุ่มที่ใช้ได้คือ กลุ่มเพนนิลซิลลิน (Penicillin) ยารักษาวัณโรค กลุ่มยารักษามาเลเรีย ที่ไม่ควรใช้คือ ยาเมโทรนิดาโซล (Metronidazole)

4. ยาระบาย ที่ใช้ได้โดยไม่มีอันตรายต่อลูกคือยาที่มีคุณสมบัติพองตัวในน้ำ เพิ่มกากอาหารและยาระบายมิลค์ออฟแมกนีเซีย (M.O.M) ส่วนที่ไม่ควรใช้คือยาระบายมะขามแขก

5.ยาลดกรด รักษาแผลในกระเพาะ พบว่ายาลดกรดที่มีส่วนประกอบของอะลูมิเนียมและแมกนีเซียมซึมผ่านน้ำนมได้น้อย คุณแม่จึงใช้ได้อย่างสบายใจ ส่วนยารักษาแผลในกระเพาะขอแนะนำให้ใช้ซูคราลเฟต (Sucrafate) ซึ่งซึมผ่านไปยังน้ำนมได้น้อย ยาที่สามารถสะสมในน้ำนมได้และไม่ควรใช้คือ ไซเมทีดีน (Cimetidine) และรานิทิดีน (Ranitidine) เพราะอาจส่งผลให้เกิดพิษต่อระบบประสาทส่วนกลางได้

6. ยาคุมกำเนิด หากจำเป็นต้องใช้ยาเม็ดคุมกำเนิด ควรเลือกสูตรที่มีปริมาณฮอร์โมนต่ำโดยเฉพาะฮอร์โมนเอสโตรเจน (Estrogen) เนื่องจากฮอร์โมนนี้มีฤทธิ์ยับยั้งการสร้างน้ำนม ดังนั้นหากจะคุมกำเนิดในช่วงที่ให้นมลูก ขอแนะนำให้ใช้วิธีธรรมชาติหรือสวมถุงยางอนามัยก่อน

7. ยาคลายเครียดหรือยานอนหลับ ควรหลีกเลี่ยงยากลุ่มนี้ขณะให้นมลูกเพราะจะทำให้ลูกมีอาการง่วงซึม เบื่ออาหารน้ำหนักลด เชื่องช้าและสติปัญญาด้อยลงในที่สุด

ในกรณีที่คุณแม่ไม่แน่ใจว่ายาที่ใช้จะมีผลต่อการให้นมลูกหรือไม่ มีหลักง่ายๆ ที่ควรนำมาพิจารณาคือ ให้หลีกเลี่ยงยาที่ออกฤทธิ์เนิ่นนาน รับประทานยาทันทีหลังให้นมลูกเสร็จ เพื่อให้ระยะเวลาการรับยา ห่างจากการให้นมครั้งถัดไปนานที่สุด และสุดท้ายคือต้องคอยสังเกตการเปลี่ยนแปลงของลูก เช่นนอนหลับปกติหรือไม่ ? มีผดผื่นขึ้นหรือไม่ ? มีอาการผิดปกติอย่างไรเพื่อที่จะได้แก้ไขได้ทันท่วงที

สำหรับวิตามินต่างๆ ที่คุณแม่รับประทานเพื่อบำรุงร่างกาย ยังไม่พบผลกระทบต่อลูกน้อยนอกจากผลกระทบต่อคุณแม่โดยตรงหากรับประทานไม่ถูกต้อง ซึ่งโดยปกติในน้ำนมแม่จะมีแร่ธาตุหลักๆ เช่น แคลเซียม, แมกนีเซียม, โซเดียม, โปแตสเซียม, ฟอสเฟต และคลอไรด์ อยู่ในปริมาณที่เพียงพอต่อความต้องการของลูกอยู่แล้ว ยกเว้นลูกที่คลอดก่อนกำหนดจะต้องการแคลเซียมและฟอสฟอรัสมากขึ้น คุณแม่อาจต้องรับประทานแร่ธาตุทั้งสองเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มปริมาณธาตุนี้ในน้ำนมหรือเลือกให้แร่ธาตุทั้งสองแก่ลูกน้อยโดยตรง อีกวิตามินที่คุณแม่ผู้ให้นมลูกควรเสริมก็คือ วิตามินดี โดยควรเป็นวิตามินดีที่ได้จากอาหารและการได้รับแสงแดดเท่านั้น

ดูรายละเอียดเพิ่ม .....คลิก>>

แม่เป็นเบาหวาน กินยาได้หรือไม่?

            แม่ที่เป็นโรคเบาหวาน การให้นมลูกด้วยนมแม่เป็นสิ่งที่ควรแนะนำให้ปฏิบัติ เนื่องจากจะมีผลดีในแง่ประโยชน์ของนมแม่เองแล้ว ในนมแม่ที่เป็นโรคเบาหวานชนิดที่1(ต้องฉีดอินสุลินทุกวัน)การให้นมแม่อาจจะทำให้ลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคเบาหวานชนิดที่1 ในลูกได้     
           ยาฉีดอินสุลินที่เป็น human insulin ไม่สามารถผ่านไปยังน้ำนมได้จึงปลอดภัยต่อลูก
           ยาเม็ดลดระดับน้ำตาลในเลือด ผลการศึกษาเกี่ยวกับการผ่านไปยังน้ำนมพบว่า ยากลุ่ม sulfonyluria ส่วนใหญ่สามารถผ่านทางน้ำนมได้ดี ยกเว้น Glibenclamide ที่ผ่านได้ปริมาณน้อย เช่นเดียวกับ Metformin แต่อย่างไรก็ตามมีรายงานว่าเกิดภาวะน้ำตาลต่ำในทารกที่แม่กินยาเหล่านี้ได้
          สรุปว่า แม่เป็นเบาหวานให้ลูกกินนมแม่ได้ ยาฉีดอินสุลินชนิด human insulin ใช้ได้ปลอดภัย และไม่แนะนำให้ใช้ยาเม็ดลดระดับน้ำตาล

แม่เป็นโรคธัยรอยด์เป็นพิษให้ลูกกินนมแม่?

        แม่ที่เป็นโรคนี้ ต่อมธัยรอยด์จะทำงานมากผิดปกติ ยาที่แม่จะได้รับมีสองชนิด คือ
        Propylthiouracil(PTU) และ Methimazole(MMI) ยาทั้งสองกลุ่มนี้ได้รับการรับรองจาก American Academy of Pediatrics ว่าไม่มีผลต่อลูก อายุรแพทย์และสูติแพทย์มักจะให้ในขนาดต่ำสุดเท่าที่จะควบคุมอาการของแม่ได้ ปัจจุบันมีการวิจัยสนับสนุนแม่ที่กินยาต้านธัยรอยดสามารถให้นมแม่ได้ เช่น MMI ไม่เกิน 20 มก.ต่อวันและ PTU ไม่เกิน 450 มก.ต่อวันซึ่งเป็นการวิจัยในแม่ที่เป็นชาวตะวันตก ส่วนในคนไทยยังไม่มีข้อมูล แต่ควรขนาดต่ำกว่านี้
       แม่ควรกินยาหลังการให้นมแม่ และเว้นช่วง 3-4 ชั่วโมงก่อนให้นมลูกครั้งต่อไป      แม่ต้องได้กับการประเมินเป็นระยะ เช่นเดียวกับลูก กุมารแพทย์จะติดตามดูการเจริญเติบโตและพัฒนาการของลูกอย่างใกล้ชิดต่อไป

ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อไร?

          ควรเริ่มให้อาหารเสริมเมื่อทารกมีอายุ 4-6 เดือน เหตุผลที่สำคัญก็คือ นมแม่ในช่วง 6 เดือนแรก มีประมาณวันละ 750-800 มล. จึงมีสารอาหารต่างๆมากพอสำหรับเป็นอาหารอย่างเดียวของทารก ถึงอายุประมาณ 4-6 เดือน ในวัยนี้ทารกมีความพร้อมด้านระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่จะรับอาหารเสริมได้ มีความพร้อมของระบบทางเดินอาหาร คือ น้ำย่อย amylase จากตับอ่อน จะเพิ่มมากขึ้น ทำให้สามารถย่อยอาหารประเภทข้าวและแป้งในอาหารเสริมได้ นอกจากนี้ในช่วง 3 เดือนแรก ทารกจะดูดซึมโปรตีนขนาดโมเลกุลใหญ่ในอาหารเข้าสู่กระแสเลือดได้ปริมาณมากกว่าในช่วงอายุมากขึ้น ซึ่งอาจเป็นปัจจัยเสี่ยงต่อการเกิดโรคภูมิแพ้

           ไม่ควรเริ่มอาหารเสริมเร็วเกินไป คือก่อนอายุ 4 เดือน เพราะจะทำให้ทารกดูดนมแม่ได้น้อยลง รวมทั้งเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ ยิ่งกว่านั้น ถ้าอาหารเสริมมีคุณค่าทางโภชนาการต่ำหรือไม่สอาด ก็จะทำให้ทารกขาดสารอาหาร และเกิดโรคอุจจาระร่วงจากการติดเชื้อ

           ไม่ควรเริ่มอาหารเสริมช้าเกินไป เพราะทำให้ทารกได้รับสารอาหารไม่พอเพียง และทารกอาจไม่ยอมรับอาหารเสริมเพราะคุ้นเคยแต่การดูดนมเท่านั้น

            คำแนะนำอาหารเสริมตามวัย

อายุ(เดือน)
อาหารเสริม
4
ข้าวบดกับน้ำแกงจือ ไข่แดงหรือเนื้อสัตว์ เช่น ไก่ ปลา หรือตับ
5
เพิ่มผักใบเขียว ฟักทอง แครอท มะเขือเทศ
6
อาหารเสริม 1 มื้อ ผลไม้สุกเป็นอาหารว่างวันละครั้ง ในแต่ละมื้อควรได้รับเนื้อสัตว์ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ หรือไข่แดง 1 ฟอง ผสมกับข้าวบดและผักบด
7
ให้ไข่ทั้งฟองได้
8-9
อาหารเสริมเพิ่มเป็น 2 มื้อ อาหารว่างวันละครั้ง
10-12
อาหารเสริมเพิ่มเป็น 3 มื้อ อาหารว่างวันละครั้ง

         ภายหลังจากอายุครบ 6 เดือน จำนวนมื้อของนมจะค่อยๆลดลงตามจำนวนมื้อของอาหารเสริม จนกระทั่งเมื่อทารกอายุประมาณ 8-9เดือน จะได้รับอาหารเสริม 2 มื้อ และนมแม่วันละประมาณ 4 มื้อเมื่ออายุประมาณ 10-12 เดือน จะได้รับอาหารเสริม3 มื้อ และนมแม่วันละประมาณ 3 มื้อ อาหารเสริมจะกลายเป็นอาหารมื้อหลัก และควรให้นมแม่แก่ทารกต่อไปจนถึงอายุประมาณ 2 ปี

   

 
 
 
       แหล่งข้อมูล : คู่มือการบริหารจัดการคลินิคนมแม่สำหรับโรงพยาบาลทุกระดับ โดย กลุ่มอนามัยแม่และเด็ก สำนักส่งเสริมสุขภาพ กรมอนามัย
                                : E-learning วิทยาลัยพยาบาลเครือข่ายภาคกลาง(http://mail.bcnnv.ac.th/~pop/obs/active_birth2.htm)
                                : "เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ความรู้สู่ปฏิบัติ" พิมพ์ครั้งที่ 2 เมษายน 2546 สำนักพิมพ์กรุงเทพเวชสาร.